ภาษีร้านอาหารสำหรับนิติบุคคลที่ควรรู้!
- Decco develop
- 26 ก.ค. 2568
- ยาว 2 นาที

การเปิดร้านอาหารในรูปแบบ นิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) มีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครดิตทางการเงิน ความน่าเชื่อถือ หรือการแยกทรัพย์สินของเจ้าของออกจากกิจการ แต่สิ่งสำคัญที่เจ้าของร้านควรรู้คือ “เรื่องภาษี” วันนี้เรามาสรุปกันง่ายๆ ว่าร้านอาหารที่จดเป็นนิติบุคคลต้องรับมือกับภาษีอะไรบ้าง และควรเตรียมตัวอย่างไร
ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับร้านอาหาร

การเปิดร้านอาหารในรูปแบบนิติบุคคล สิ่งที่ต้องใส่ใจคือภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีที่เก็บจากกำไรสุทธิของกิจการ ซึ่งต้องยื่นแบบและเสียภาษีให้ถูกต้องตรงเวลา เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าราบรื่น ไม่มีปัญหาภายหลัง
การคำนวณภาษีร้านอาหาร
รายได้ทั้งหมดของร้านอาหารต้องนำมาหักค่าใช้จ่ายที่กฎหมายอนุญาต รวมถึงค่าเสื่อมราคาและรายจ่ายที่หักได้ต่างๆ จากนั้นสิ่งที่เหลืออยู่จะเป็น “กำไรสุทธิ” ซึ่งจะใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษี
ธุรกิจ SME (ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี)
- กำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท: ยกเว้นภาษี
- กำไรส่วนที่เกิน 300,000 บาท ถึง 3 ล้านบาท: เสียภาษี 15%
- กำไรส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทขึ้นไป: เสียภาษี 20%
ธุรกิจทั่วไป (ไม่เข้าเกณฑ์ SME) เสียภาษีในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด
การยื่นแบบและชำระภาษีร้านอาหาร
ร้านอาหารในรูปแบบนิติบุคคล ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีปีละ 2 ครั้ง ดังนี้
ง.ด.51 (ครึ่งปี) ยื่นภายใน 2 เดือนหลังจากรอบบัญชีครึ่งปีสิ้นสุดเช่น รอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน ต้องยื่นภายใน 31 สิงหาคม
ภ.ง.ด.50 (ทั้งปี) ยื่นภายใน 150 วันหลังจากรอบบัญชีสิ้นสุดเช่น ถ้าปิดรอบบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม ต้องยื่นภายในวันที่ 30 พฤษภาคมของปีถัดไป
เอกสารที่ต้องเตรียม งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต รายงานบัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายต่างๆ พร้อมทั้งเอกสารอย่างใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ค่าเช่า ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ข้อควรรู้ ถ้ายื่นภาษีล่าช้าจะถูกปรับตามกฎหมาย และถ้ารายได้ต่ำกว่าความเป็นจริงอาจถูกตรวจสอบและมีความผิดฐานเลี่ยงภาษี ดังนั้นควรจัดทำบัญชีให้ถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต
ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับร้านอาหาร

คือ ภาษีทางอ้อมที่เก็บจากการขายสินค้าและบริการถ้าร้านอาหารมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ก็ต้องไปจดทะเบียน VAT แล้วเก็บภาษีนี้จากลูกค้า เพื่อส่งต่อให้กรมสรรพากร
ใครต้องจด VAT สำหรับร้านอาหาร
ร้านอาหารหรือกิจการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องไปจดทะเบียนภาษี มูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่รายได้ถึงเกณฑ์
ร้านอาหารหรือกิจการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็สามารถจด VAT แบบสมัครใจได้เหมาะกับร้านที่ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบหรือมีคู่ค้าเป็นนิติบุคคลที่ต้องการเครดิตภาษี
การออกใบกำกับภาษีร้านอาหาร
อัตราภาษีปัจจุบัน ตอนนี้ VAT อยู่ที่ 7% ตามมาตรการชั่วคราวของรัฐ (ปกติ 10%) เช่น ถ้าร้านขายอาหารราคา 100 บาท ต้องบวก VAT อีก 7 บาท รวมเป็น 107 บาท
การออกใบกำกับภาษี ร้านที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบให้ลูกค้านิติบุคคล ส่วนลูกค้าทั่วไปจะได้รับใบกำกับภาษีอย่างย่อ เช่น ใบเสร็จที่แสดง VAT ชัดเจน
ใบกำกับภาษี ต้องมีข้อมูลครบถ้วน เช่น ชื่อร้าน ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี รายละเอียดสินค้า จำนวนเงินก่อน VAT ยอด VAT และราคารวม
การยื่นแบบนำส่งภาษีร้านอาหาร
การยื่นแบบและชำระ VAT ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน พร้อมนำส่ง VAT ที่เก็บจากลูกค้า โดยหัก VAT ที่จ่ายไปกับต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่นำมาหักได้ (ภาษีซื้อ) ต้องทำภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น VAT ของเดือนมกราคม ต้องยื่นและจ่ายภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์
ภาษีขาย vs ภาษีซื้อ ภาษีขาย คือ VAT ที่ร้านเก็บจากลูกค้า ส่วน ภาษีซื้อ คือ VAT ที่ร้านจ่ายให้ผู้ขายวัตถุดิบหรือบริการ เช่น ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ หรืออุปกรณ์ VAT ที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร จะคำนวณจากภาษีขายลบด้วยภาษีซื้อ ถ้าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ร้านสามารถขอคืนหรือเก็บเครดิตไว้ใช้ในเดือนถัดไปได้
ข้อควรรู้ ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์แต่ไม่จด VAT จะถูกปรับและเรียกเก็บย้อนหลัง ร้านต้องแยก VAT จากยอดขายให้ชัดเจน และใบกำกับภาษีต้องครบถ้วนตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นจะนำไปหักภาษีซื้อไม่ได้
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับร้านอาหาร

คือ ภาษีที่ผู้จ่ายต้องหักไว้ก่อนจ่ายเงินให้ผู้รับแล้วนำส่งให้กรมสรรพากร ถือเป็นการชำระภาษีล่วงหน้า ร้านอาหารที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในบางกรณี เช่น ค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าเช่า
กรณีที่ร้านอาหารต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
จ้างพนักงานชั่วคราวหรือฟรีแลนซ์ เช่น จ้างนักดนตรีมาบรรเลงหรือจ้างคนมาถ่ายภาพอาหาร ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ด้วย อัตราอยู่ที่ 3% หรือ 5% แล้วแต่ลักษณะของงาน
จ่ายค่าบริการทั่วไป เช่น ค่าทำความสะอาด ออกแบบเมนูหรือค่าซ่อมอุปกรณ์ ถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี 3% แต่ถ้าเป็นนิติบุคคล อัตราจะอยู่ที่ 3% หรือ 5% แล้วแต่ประเภทของบริการ
ค่าเช่าพื้นที่หรืออุปกรณ์ เช่น ค่าเช่าเครื่องกาแฟ ค่าที่จอดรถ ต้องหัก 5%
ค่านายหน้าหรือค่าคอมมิชชัน เช่น ค่าคอมมิชชันให้พนักงานขาย หัก 3% (บุคคลธรรมดา)
การนำส่งภาษีและยื่นแบบ
กำหนดการยื่นเอกสาร ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปเช่น จ่ายค่าบริการวันที่ 15 มกราคม ต้องยื่นและนำส่งภาษีภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์
เอกสารที่ต้องเตรียม ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบรับรองการหักภาษี) เอกสารประกอบการจ่าย เช่น ใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน แบบฟอร์ม ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 หลักฐานการชำระภาษี (กรณียื่นออนไลน์หรือชำระผ่านธนาคาร)
ผลกระทบหากไม่หักภาษี ร้านอาหารจะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้หักภาษี จะไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ อาจมีปัญหาทางกฎหมายกรณีถูกตรวจสอบบัญชี
ภาษีธุรกิจเฉพาะ (กรณีมีรายได้จากค่าเช่า)

ภาษีนี้เป็นภาษีทางอ้อมที่ใช้กับกิจการบางประเภทที่ไม่อยู่ในระบบ VAT เช่น ธนาคาร บริษัทประกัน และธุรกิจให้เช่าทรัพย์สิน ซึ่งรวมถึงร้านที่ปล่อยเช่าพื้นที่ด้วยเช่นกัน
ใครต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ?
ถ้าร้านอาหารมีรายได้จากการ “ให้เช่าทรัพย์สิน” ไม่ว่าจะเป็นการให้เช่ามุมในร้าน เช่น มุมกาแฟ มุมขนม ให้เช่าพื้นที่วางตู้ ATM หรือตู้ขายน้ำดื่มหรือปล่อยเช่าห้องครัวหรือพื้นที่เก็บของให้ร้านอื่น แบบนี้ถือว่าเข้าข่ายต้องเสีย ภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะถือเป็นรายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน ซึ่งอยู่นอกระบบ VAT
อัตราภาษี
กรณีการให้เช่าทรัพย์สิน อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะคือ 3.0% ของรายได้จากค่าเช่า พร้อมเงินท้องถิ่น (เทศบาล) อีก 10% ของภาษีที่ต้องจ่าย ดังนั้น ภาษีรวมที่ต้องชำระ = 3.3% ของรายได้จากค่าเช่า
ตัวอย่าง ถ้าร้านมีรายได้จากค่าเช่า 100,000 บาท/เดือน ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ = 3,000 บาทและภาษีท้องถิ่น = 300 บาทรวมต้องชำระ 3,300 บาท
การยื่นแบบและนำส่งภาษี
การยื่นภาษี ต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40 ยื่นและชำระภาษี ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หลังจากมีรายได้ ต้องยื่นทุกเดือนแม้ไม่มีรายได้ (แต่ควรตรวจสอบกับสรรพากรในพื้นที่)
ข้อควรรู้ รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สินต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่ใช่ VAT แม้ร้านจะอยู่ในระบบ VAT ก็ตามถ้าไม่แยกบัญชีรายได้ให้ชัด อาจเสียภาษีผิดประเภทและถูกเรียกเก็บย้อนหลัง ถ้าไม่มั่นใจว่าเข้าข่าย VAT หรือ ธ.พ. ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
ภาษีป้ายร้านอาหาร

คือ ภาษีท้องถิ่นที่เรียกเก็บจากผู้ที่ติดป้ายแสดงชื่อ ชื่อสินค้า บริการ เครื่องหมายการค้า หรือข้อความโฆษณาไว้ในที่สาธารณะ โดยเก็บตามขนาด ลักษณะ และข้อความบนป้าย
ป้ายแบบไหนที่ต้องเสียภาษี
ป้ายหน้าร้าน ที่ติดไว้เพื่อแสดงตัวตนของร้าน ไม่ว่าจะเป็น ป้ายชื่อร้าน ป้ายเมนู ป้ายไฟ รวมถึงป้ายที่มีตัวอักษรภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือโลโก้แบรนด์ ทั้งหมดนี้ถือว่าเข้าข่ายต้องเสียภาษีป้าย
ป้ายจากร้านเช่าพื้นที่ ถ้าร้านอาหารให้เช่าพื้นที่แล้วผู้เช่าติดป้ายของตัวเอง เช่น โลโก้ร้านกาแฟหรือป้ายขายของหวาน เจ้าของพื้นที่อาจต้องเสียภาษีป้ายแทนผู้เช่า หากตกลงกันไว้หรือถ้าผู้เช่าไม่ได้ยื่นภาษีเอง
วิธีคิดภาษีป้ายร้านอาหาร
มีเฉพาะตัวอักษรไทย 3 บาทต่อตารางเดซิเมตร
มีตัวอักษรไทยร่วมกับภาษาอื่น หรือไม่มีภาษาไทยเลย 20 บาทต่อตารางเดซิเมตร
มีภาพและตัวอักษร 40 บาทต่อตารางเดซิเมตร
หมายเหตุ 1 ตารางเดซิเมตร = 10 ซม. x 10 ซม.
ตัวอย่างการคำนวณ หากร้านมีป้ายขนาด 1 เมตร x 0.5 เมตร = 5,000 ตร.ซม. = 50 ตร.เดซิเมตรถ้ามีข้อความไทยและอังกฤษ อัตรา 20 บาท/ตร.เดซิเมตร50 x 20 = 1,000 บาท ต่อปี
การยื่นแบบและชำระภาษี
การเสียภาษี ร้านต้องยื่นแบบ ภ.ป.1 กับสำนักงานเขตหรือเทศบาลที่ตั้งร้าน ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี ถ้ามีการติดตั้งหรือเปลี่ยนป้ายใหม่ ต้องแจ้งภายใน 15 วัน หากไม่ยื่นแบบหรือจ่ายภาษีจะมีค่าปรับและอาจถูกเรียกเก็บย้อนหลัง
ข้อควรรู้เพิ่มเติม ถ้าให้ผู้อื่นเช่าพื้นที่และติดป้ายเอง ควรกำหนดในสัญญาว่าใครรับผิดชอบภาษีป้าย บางพื้นที่มีลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีป้าย เช่น ป้ายเล็ก หรือป้ายเพื่อการกุศล ควรสอบถามเขตหรือเทศบาลโดยตรง ส่วนป้ายภายในร้านที่ไม่เห็นจากที่สาธารณะ ส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียภาษี
สรุป
ร้านอาหารในรูปแบบนิติบุคคลต้องรู้เรื่องภาษีหลักๆ คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย รวมถึงถ้ามีรายได้จากค่าเช่าก็ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ส่วนภาษีป้ายต้องยื่นกับเทศบาลตามกฎหมาย อย่าลืมจัดทำบัญชีให้ถูกต้องและยื่นภาษีร้านอาหารให้ตรงเวลา เพื่อเลี่ยงปัญหาปรับหรือถูกตรวจสอบ
#ResGoal เรายกระดับพื้นที่ร้านอาหาร คาเฟ่ ให้ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์การให้บริการอย่างครอบคลุมแบบ One Stop Service ครบจบในที่เดียวเพราะเราเชื่อว่ามากกว่าความอร่อยคือคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะของร้านคุณ
.
———————————————
LINE : @resgoal
Facebook Official: ResGoal สร้างสรรค์คุณค่า ส่งต่อประสบการณ์ สู่สากล
Website : www.Resgoals.com
Tel. 093-424-1559 | 063-896-0577
———————————————



ความคิดเห็น