ภาษีร้านอาหารสำหรับบุคคลธรรมดาที่ควรรู้
- Decco develop
- 29 ก.ค. 2568
- ยาว 2 นาที

ถ้าเปิดร้านอาหารโดยใช้ชื่อของตัวเองไม่ได้จดเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ร้านของคุณจะถือเป็น "กิจการบุคคลธรรมดา" ซึ่งก็มีหน้าที่เสียภาษีเหมือนกัน แค่รูปแบบ วิธีการคำนวณ และการยื่นภาษีจะต่างจากนิติบุคคลอยู่บ้าง บทความนี้จะพาไปดูว่า ภาษีที่เจ้าของร้านอาหารแบบบุคคลธรรมดาควรรู้มีอะไรบ้าง ต้องเตรียมตัวยังไงและมีข้อควรระวังอะไรที่ไม่ควรมองข้าม
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับร้านอาหาร

การเปิดร้านอาหารเมื่อมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาคือ “ภาษี” ที่เจ้าของร้านต้องรู้และจัดการให้ถูกต้อง บทความนี้จะอธิบายแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณวางแผนภาษีได้อย่างไม่ต้องกังวล
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร?
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคือภาษีที่เจ้าของร้านอาหารในรูปแบบบุคคลธรรมดาต้องจ่ายจาก รายได้สุทธิ ที่เกิดขึ้นในแต่ละปี โดยกรมสรรพากรจะใช้ อัตราภาษีก้าวหน้า (ยิ่งรายได้สูง ยิ่งเสียภาษีสูงขึ้น)
วิธีคำนวณภาษีร้านอาหารสำหรับบุคคลธรรมดา
รายได้สุทธิ = รายได้ทั้งหมด – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน (ใช้เป็นฐานคำนวณภาษี)
รายได้ รวมรายได้ทุกช่องทาง เช่น รายได้จากการขายอาหาร รายได้จากแอปเดลิเวอรีและรายได้จากสอนทำอาหาร ฯลฯ
ค่าใช้จ่าย สามารถหักได้ 2 แบบ แบบเหมา (นิยมสำหรับร้านขนาดเล็ก) หักค่าใช้จ่ายได้ 60% ของรายได้ (แต่ไม่เกินที่กฎหมายกำหนด) ไม่ต้องเก็บเอกสารค่าใช้จ่าย ส่วน แบบตามจริง หักได้ตามค่าใช้จ่ายจริง เช่น ค่าวัตถุดิบ, ค่าแรงพนักงาน, ค่าเช่า, ค่าน้ำไฟ ฯลฯ เเต่ต้องมีหลักฐาน เช่น ใบเสร็จรับเงิน, ใบกำกับภาษี
ค่าลดหย่อน เจ้าของร้านสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว (60,000 บาท) ค่าลดหย่อนคู่สมรส บุตร บิดา-มารดา ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ SSF/RMF ค่าซื้อสินค้าไทยเที่ยวไทย ฯลฯ
ยื่นภาษีร้านอาหารสำหรับบุคคลธรรมดายังไง?
การยื่นภาษีประจำปี ถ้าคุณมีรายได้จากร้านอาหาร (หรือรายได้อื่นนอกจากเงินเดือน) ต้องใช้แบบ ภ.ง.ด. 90 แต่ถ้ามีแค่เงินเดือนอย่างเดียว ใช้แบบ ภ.ง.ด. 91 ได้เลย
ระยะเวลายื่นภาษี ครึ่งปี (ภ.ง.ด. 94) ยื่นภายใน 31 กรกฎาคม ของทุกปี สำหรับรายได้ช่วง ม.ค. – มิ.ย.
ส่วน ปลายปี (ภ.ง.ด. 90) ยื่นภายใน 31 มีนาคม ปีถัดไป สำหรับรายได้ตลอดทั้งปี ม.ค. – ธ.ค.
ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับร้านอาหาร

หลายคนที่เปิดร้านอาหารอาจสงสัยว่า “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” หรือ VAT คืออะไร และร้านของเราจำเป็นต้องจดหรือไม่?บทความนี้จะสรุปให้เข้าใจง่ายว่า VAT คืออะไร ใครต้องจดและควรเตรียมตัวยังไงบ้างก่อนเข้าสู่ระบบภาษีนี้
ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร?
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คือ ภาษีทางอ้อม ที่รัฐเรียกเก็บจากผู้บริโภคโดยผ่านผู้ประกอบการ (เช่น ร้านอาหาร) ซึ่งมีอัตราอยู่ที่ 7% (ณ ปี 2567)
ตัวอย่าง เช่น ลูกค้าทานอาหาร 100 บาท ร้านอาหารที่จด VAT จะต้อง เรียกเก็บเพิ่มอีก 7 บาท รวมเป็น 107 บาท แล้วนำส่งภาษี 7 บาทให้กรมสรรพากร
ร้านอาหารแบบไหนต้องจด VAT?
รายได้ จากการขายสินค้าหรือบริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (หรือเฉลี่ย 150,000 บาทต่อเดือน) คุณมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ VAT ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่รายได้เกินเกณฑ์
ตัวอย่าง ร้านที่เข้าข่ายต้องจด VAT ร้านอาหารที่มีรายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาท ร้านที่ขายผ่านแอปเดลิเวอร และมีรายได้จากหลายช่องทางรวมกัน คาเฟ่หรือร้านกาแฟที่มียอดขายต่อเดือนสูง
ถ้าจด VAT แล้วต้องทำอะไรบ้าง?
เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้า ขายอาหาร 100 บาท เก็บเพิ่ม VAT 7% = 107 บาท
ออกใบกำกับภาษี ถ้าลูกค้าขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ (เช่น บริษัท) ต้องออกเอกสารให้ได้ตามที่กฎหมายกำหนด
ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ทุกเดือน ต้องยื่นแบบทุกเดือน แม้ไม่มีรายได้ในเดือนนั้น ภ.พ.30 จะระบุยอด VAT ที่ “ขาย” (ภาษีขาย) และยอด VAT ที่ “ซื้อ” (ภาษีซื้อ) เพื่อคำนวณยอดที่ต้องจ่าย
ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม หาก VAT ขาย และ VAT ซื้อ จ่ายส่วนต่างให้สรรพากร สามารถขอคืนหรือยกยอดไปเดือนหน้าได้
ข้อควรรู้ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับร้านอาหาร
ถ้าไม่จด VAT จะเกิดอะไรขึ้น? หากคุณมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี แล้ว ไม่จด VAT มีความผิดตามกฎหมายอาจถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจย้อนหลัง
ข้อดีของการจด VAT การจด VAT ช่วยให้ร้านสามารถหัก VAT จากต้นทุน เช่น วัตถุดิบหรือค่าน้ำไฟได้ เพิ่มความน่าเชื่อถือทางธุรกิจและเอื้อต่อการขยายกิจการในอนาคต
ข้อเสียที่ต้องพิจารณา ต้องมีการจัดทำบัญชีอย่างรัดกุม ออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง และยื่นแบบทุกเดือนแม้ไม่มีรายได้ หากไม่ปรับราคาขายให้รวม VAT อย่างเหมาะสม อาจทำให้กำไรต่อจานลดลงโดยไม่รู้ตัว
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับร้านอาหาร

เป็นภาษีที่ร้านอาหารที่ต้องหักไว้ก่อนจ่ายเงินให้กับผู้ให้บริการหรือผู้รับจ้างต่างๆ แล้วนำส่งกรมสรรพากรถือเป็นการชำระภาษีล่วงหน้า เพื่อช่วยให้ร้านจัดการเรื่องภาษีได้อย่างถูกต้องและไม่เจอปัญหาภายหลัง
กรณีที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
จ้างฟรีแลนซ์หรือนักดนตรี ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ก่อนจ่ายเงินแล้วนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
จ่ายค่าบริการอื่นๆ เช่น ค่าทำความสะอาดหรือค่าออกแบบเมนู ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% หรือ 5% ตามประเภทผู้รับ แล้วนำส่งกรมสรรพากร
จ่ายค่าเช่า พื้นที่หรืออุปกรณ์ เช่น ค่าเช่าเครื่องกาแฟ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% แล้วนำส่งกรมสรรพากร
การยื่นแบบและนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ภ.ง.ด.3 สำหรับบุคคลธรรมดา เมื่อร้านอาหารหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าจ้างหรือค่าบริการแล้ว ต้องยื่นแบบนี้ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เพื่อแจ้งกรมสรรพากรว่ามีการหักภาษีและนำส่งเรียบร้อยแล้ว
ข้อควรรู้ อย่าลืมยื่นแบบให้ตรงเวลา เพราะถ้ายื่นช้าอาจโดนค่าปรับและดอกเบี้ยย้อนหลังด้วย ถ้าไม่ยื่นหรือยื่นไม่ครบ อาจโดนตรวจสอบและมีปัญหากับกรมสรรพากรได้เลย ควรเก็บเอกสารหักภาษีไว้ให้พร้อม จะได้สบายใจเรื่องภาษี
ภาษีป้ายร้านอาหาร

เป็นภาษีที่ร้านอาหารต้องเสียเมื่อติดป้ายชื่อร้าน ป้ายเมนู หรือป้ายโฆษณาที่เห็นจากภายนอก เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายและหลีกเลี่ยงค่าปรับ ร้านจึงควรทราบวิธีการยื่นแบบและชำระภาษีให้เรียบร้อยทุกปี
ป้ายแบบไหนที่ต้องเสียภาษี?
ป้ายหน้าร้าน ที่ติดไว้เพื่อแสดงตัวตนของร้าน ไม่ว่าจะเป็น ป้ายชื่อร้าน ป้ายเมนู ป้ายไฟ รวมถึงป้ายที่มีตัวอักษรภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือโลโก้แบรนด์ ทั้งหมดนี้ถือว่าเข้าข่ายต้องเสียภาษีป้าย
ป้ายจากร้านเช่าพื้นที่ ถ้าร้านอาหารให้เช่าพื้นที่แล้วผู้เช่าติดป้ายของตัวเอง เช่น โลโก้ร้านกาแฟหรือป้ายขายของหวาน เจ้าของพื้นที่อาจต้องเสียภาษีป้ายแทนผู้เช่า หากตกลงกันไว้หรือถ้าผู้เช่าไม่ได้ยื่นภาษีเอง
วิธีคิดภาษีป้ายร้านอาหาร
มีเฉพาะตัวอักษรไทย 3 บาทต่อตารางเดซิเมตร
มีตัวอักษรไทยร่วมกับภาษาอื่น หรือไม่มีภาษาไทยเลย 20 บาทต่อตารางเดซิเมตร
มีภาพและตัวอักษร 40 บาทต่อตารางเดซิเมตร
หมายเหตุ 1 ตารางเดซิเมตร = 10 ซม. x 10 ซม.
ตัวอย่างการคำนวณ หากร้านมีป้ายขนาด 1 เมตร x 0.5 เมตร = 5,000 ตร.ซม. = 50 ตร.เดซิเมตรถ้ามีข้อความไทยและอังกฤษ อัตรา 20 บาท/ตร.เดซิเมตร50 x 20 = 1,000 บาท ต่อปี
การยื่นแบบและชำระภาษีป้าย
การเสียภาษี ร้านต้องยื่นแบบ ภ.ป.1 กับสำนักงานเขตหรือเทศบาลที่ตั้งร้าน ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี ถ้ามีการติดตั้งหรือเปลี่ยนป้ายใหม่ ต้องแจ้งภายใน 15 วัน หากไม่ยื่นแบบหรือจ่ายภาษีจะมีค่าปรับและอาจถูกเรียกเก็บย้อนหลัง
ข้อควรรู้เพิ่มเติม ถ้าให้ผู้อื่นเช่าพื้นที่และติดป้ายเอง ควรกำหนดในสัญญาว่าใครรับผิดชอบภาษีป้าย บางพื้นที่มีลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีป้าย เช่น ป้ายเล็ก หรือป้ายเพื่อการกุศล ควรสอบถามเขตหรือเทศบาลโดยตรง ส่วนป้ายภายในร้านที่ไม่เห็นจากที่สาธารณะ ส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียภาษี
สรุป
ร้านอาหารในนามบุคคลธรรมดาต้องเสียภาษีร้านอาหารจากรายได้สุทธิและหากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียน VAT นอกจากนี้ยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ้างงานหรือใช้บริการภายนอก รวมถึงเสียภาษีป้ายหากติดป้ายหน้าร้านตามกฎหมาย การจัดทำบัญชีและยื่นภาษีอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมั่นคงในระยะยาว
#ResGoal เรายกระดับพื้นที่ร้านอาหาร คาเฟ่ ให้ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์การให้บริการอย่างครอบคลุมแบบ One Stop Service ครบจบในที่เดียวเพราะเราเชื่อว่ามากกว่าความอร่อยคือคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะของร้านคุณ
.
———————————————
LINE : @resgoal
Facebook Official: ResGoal สร้างสรรค์คุณค่า ส่งต่อประสบการณ์ สู่สากล
Website : www.Resgoals.com
Tel. 093-424-1559 | 063-896-0577
———————————————



ความคิดเห็น